IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )


 
Reply to this topicStart new topic
> ประวัติศาสตร์เวทมนตร์ในอเมริกาเหนือ
Credence
โพสต์ Feb 4 2017, 09:14 AM
โพสต์ #1




นักเรียนฮอกวอตส์ปี 1
***



กลุ่ม : นักเรียนฮอกวอตส์
โพสต์ : 276
เข้าร่วม : 13-October 16
หมายเลขสมาชิก : 29,569
สายเลือด : ไม่แน่ชัด
เหรียญตรา:

หีบสัมภาระ

ไม้กายสิทธิ์
ไม้: สน | ยาว: 14"
แกนกลาง: ขนหางเธสตรอล
ความยืดหยุ่น: แข็ง

สัตว์เลี้ยง









ประวัติศาสตร์เวทมนตร์ในอเมริกาเหนือ
(History of Magic in North America)



ศตวรรษที่สิบสี่ - ศตวรรษที่สิบเจ็ด

ถึงแม้นักสำรวจชาวยุโรปเรียกมันว่า "โลกใหม่" เมื่อพวกเขาไปถึงทวีปนั้นเป็นครั้งแรก พวกผู้วิเศษรู้จักอเมริกามาเนิ่นนานก่อนพวกมักเกิ้ล แต่ละเชื้อชาติมีชื่อเรียก "มักเกิ้ล" ในแบบของตัวเอง ซึ่งชุมชนอเมริกันจะใช้คำว่า "โน-เมจ" เป็นคำย่อของผู้ที่ "ไร้เวทมนตร์" การเดินทางด้วยเวทมนตร์ของพวกเขา สามารถทำได้หลายช่องทาง อย่างเช่น การขี่ไม้กวาดและการหายตัว เป็นต้น ไม่ต้องอ้างถึงการใช้โทรจิตและสัมผัส ซึ่งบรรดาชุมชนผู้วิเศษได้ติดต่อระหว่างกัน ตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมา

ชุมชนผู้วิเศษที่เป็นชาวอเมริกันพื้นเมือง พวกที่อยู่ในยุโรปและแอฟริกาต่างรู้จักกันดี มานานก่อนการอพยพของ "โน-เมจ" ชาวยุโรปในศตวรรษที่สิบเจ็ด พวกเขารู้กันถึงความคล้ายคลึงระหว่างชุมชนบางชุมชน ว่ามีบางครอบครัวที่ "มีเวทมนตร์" อย่างเห็นได้ชัด และเวทมนตร์ปรากฏขึ้นโดยบังเอิญ ในบางครอบครัวจนถึงวันนี้ยังไม่เคยมีแม่มดหรือพ่อมด สัดส่วนโดยรวมของบรรดาผู้วิเศษ กับพวกธรรมดาดูเหมือนจะคงที่ในหมู่ประชากร และท่าทีของพวกโน-เมจ ในชุมชนอเมริกันพื้นเมือง แม่มดพ่อมดบางคนได้รับการยอมรับ มีชื่อเสียงด้านการรักษาและเป็นหมอ หรือนักล่าที่โดดเด่น อย่างไรก็ตามหลายคนถูกทำให้เสียชื่อเพราะความเชื่อ

ตำนานสกินวอล์คเกอร์ ตำนานพื้นเมืองของอเมริกัน แม่มดพ่อมดชั่วร้ายที่สามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ตามใจชอบ ไม่มีพื้นฐานความจริง ตำนานเกี่ยวกับเรื่องแอนิเมจัสของชาวอเมริกันพื้นเมือง ที่ว่าพวกเขาได้เสียสละคนใกล้ชิดในครอบครัวเพื่อให้ได้พลังในการแปลงร่าง ที่จริงแล้ว แอนิเมจิส่วนใหญ่กลายร่างเป็นสัตว์เพื่อหลบหนีจากการถูกทำร้ายหรือล่าของชนเผ่า เป็นข่าวลือที่เหยียดหยามกันมาก มักเกิดขึ้นจากพวกหมอรักษาโรคโน-เมจ ที่บางครั้งชอบใช้พลังวิเศษหลอกลวง และความหวาดกลัวการถูกเปิดเผยตัวตน

ชุมชนผู้วิเศษชาวอเมริกันพื้นเมืองมีพรสวรรค์เฉพาะตัวด้านสัตว์และพืชวิเศษ ยาที่ได้มาโดยเฉพาะซึ่งมีความซับซ่อนยิ่งกว่าพวกที่รู้จักกันในยุโรป ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างเวทมนตร์ที่ฝึกฝน ในหมู่ผู้วิเศษอเมริกันพื้นเมืองและยุโรปคือการไม่ใช้ไม้กายสิทธิ์ ไม้กายสิทธิ์มีต้นกำเนิดในยุโรป ไม้จะส่งเวทมมนตร์เพื่อทำให้มันมีผลที่ทั้งแม่นยำและทรงพลัง ถึงแม้โดยทั่วไปจะเคยมีบรรดาแม่มดพ่อมดที่ยิ่งใหญ่สุด ใช้เวทมนตร์ชั้นเยี่ยมได้โดยไม่ใช้ไม้กายสิทธิ์ อย่างที่แอนิเมจัสและนักปรุงยาชาวอเมริกันพื้นเมืองเคยแสดงเอาไว้ การใช้เวทมนตร์โดยไม่มีไม้กายสิทธิ์ อาจมีความซับซ้อนอย่างมาก แต่คาถาและการแปลงร่างทำได้ยากเมื่อไม่มีไม้



ศตวรรษที่สิบเจ็ดและต่อจากนั้น

เมื่อพวกโน-เมจชาวยุโรปเริ่มอพยพเข้าไปยังโลกใหม่ แม่มดและพ่อมดจำนวนมากขึ้นจากยุโรป ก็มาตั้งรกรากในอเมริกาเช่นกัน เหมือนกับที่พวกเพื่อนของโน-เมจ พวกเขามีหลายเหตุผลที่จะละทิ้งถิ่นกำเนิด บางคนถูกผลักดันโดยความอยากผจญภัย แต่ส่วนใหญ่มักหลบหนี บางครั้งจากการถูกทำร้าย โดยพวกโน-เมจ บางครั้งจากเพื่อนพ่อมดแม่มด แต่ก็โดยทางการของผู้วิเศษด้วย ประการหลังเลือกที่จะปะปนอยู่กับคลื่นที่เพิ่มขึ้นของพวกโน-เมจ หรือซ่อนตัวท่ามกลางประชากรชาวอเมริกันพื้นเมือง ซึ่งมักจะให้การต้อนรับและปกป้องชาวยุโรปด้วยกัน จากช่วงต้นจะเห็นได้ชัดว่าโลกใหม่น่าจะมีความโหดร้ายรอบด้าน สำหรับพวกแม่มดพ่อมดกว่าโลกเก่า มีเหตุผลสามประการสำหรับเรื่องนี้

อย่างแรก เช่นเดียวกับพวกโน-เมจ พวกเขามายังประเทศนี้อย่างขัดสน ยกเว้นที่ทำขึ้นมาเอง ที่บ้านพวกเขาเพียงแค่ต้องไปที่ร้านขายเครื่องยาประจำถิ่น เพื่อหาของจำเป็นสำหรับปรุงยา ที่นี่พวกเขาต้องออกตามหาพืชวิเศษที่ไม่คุ้นเคย ที่นี่ไม่มีช่างทำไม้กายสิทธิ์ที่ทุกคนรู้จัก และ โรงเรียนพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์อิลเวอร์เมอร์นี ซึ่งในวันหนึ่งจะกลายเป็นโรงเรียนเวทมนตร์ยิ่งใหญ่ที่สุดติดอันดับโลก ในตอนนั้นยังเป็นเพียงกระท่อมซอมซ่อที่มีครูแค่สองคนและนักเรียนสองคน

อย่างที่สอง การกระทำของพวกโน-เมจซึ่งทำให้ประชากรไร้เวทมนตร์ของบ้านเกิดพวกผู้วิเศษดูมีคุณค่า ไม่เพียงแต่เริ่มทำสงครามกับผู้คนชาวอเมริกันพื้นเมือง ซึ่งยับยั้งความเป็นหนึ่งของชุมชนผู้วิเศษ ความเชื่อทางศาสนาทำให้พวกเขาไม่ยอมรับร่องรอยใด ของเวทมนตร์ พวกเลือดบริสุทธิ์ มีความสุขกับการให้ร้ายกันและกัน ถึงกิจกรรมนอกรีตจากหลักฐานไร้ความหมายที่สุด และพ่อมดแม่มดในโลกใหม่ คิดถูกแล้วที่หน่ายเรื่องพวกนั้นมาก

อย่างสุดท้าย และเป็นปัญหาที่อันตรายมากที่สุดซึ่งพบโดยผู้วิเศษที่เพิ่งมาถึงในอเมริกาคือ พวกสเกาเรอร์ เนื่องจากชุมชนผู้วิเศษในอเมริกาเล็กมาก กระจัดกระจาย และเป็นความลับ จึงยังไม่มีกฎที่ใช้บังคับระหว่างกัน นี่จึงทำให้เกิดสูญญากาศที่ถูกครอบครอง โดยกลุ่มพ่อมดแม่มดรับจ้างไร้เมตตา จากนานาประเทศต่างด้าว ซึ่งสร้างกลุ่มทำงานซึ่งทุกคนหวาดกลัวและใช้ความรุนแรง ไม่เพียงแต่กับพวกอาชญากร แต่ใครก็ตามที่มีค่าหัวเป็นทอง เมื่อเวลาผ่านไป พวกสเกาเรอร์เต็มไปด้วยความฉ้อฉล ห่างไกลจากกฎหมายของรัฐบาล ของผู้วิเศษในประเทศตนเอง หลายคนลุ่มหลงอำนาจและความโหดร้ายที่อยุติธรรมจากภารกิจ พวกสเกาเรอร์เหล่านั้นชื่นชมเลือดและการทรมาณ และยังรวมถึงการลักพาตัวเพื่อนผู้วิเศษด้วยกัน จำนวนของพวกสเกาเรอร์เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ ในอเมริกาช่วงปลายศตวรรษที่สิบเจ็ดและยังมีหลักฐานว่า พวกเขาไม่ละเว้นกระทั่งพวกโน-เมจและผู้วิเศษที่บริสุทธิ์ เพื่อล่ารางวัลจากสมาชิกไร้เวทมนตร์ที่โง่เง่าของชุมชน

การพิจารณาคดีแม่มดแห่งเซเล็มที่โด่งดังในปี ค.ศ. 1692-3 เป็นโศกนาฏกรรมของชุมชนผู้วิเศษ นักประวัติศาสตร์ผู้วิเศษเห็นพ้องว่า ในกลุ่มผู้พิพากษาเลือดบริสุทธิ์มีสเกาเรอร์อยู่อย่างน้อยสองคน ที่กำลังล้างแค้นให้สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา ผู้เสียชีวิตมากมายก็คือ พวกแม่มด ที่แม้จะบริสุทธิ์มากต่ออาชญากรรม ซึ่งพวกเขาตกเป็นผู้ต้องหาคนอื่น ก็คือพวกโน-เมจที่โชคร้ายต้องถูกจับมาในข้อหาชอบความรุนแรงและกระหายเลือด

ซาเล็มคือเรื่องสำคัญในชุมชนผู้วิเศษ ด้วยเหตุผลที่มากกว่าการสูญเสียชีวิตครั้งร้ายแรง ผลกระทบในทันทีก็คือทำให้แม่มดพ่อมดจำนวนมากหนีออกจาอเมริกา และอีกหลายคนไม่ต้องการมาที่นั่น ซึ่งนำไปสู่ความหลากหลายที่น่าสนใจ ในประชากรผู้วิเศษของอเมริกาเหนือ เมื่อเทียบกับประชากรในยุโรป เอเชียและแอฟริกา จนถึงช่วงต้นทศวรรษที่ยี่สิบ ซึ่งมีจำนวนแม่มดและพ่อมดที่อยู่ ในอเมริกาที่น้อยกว่าในอีกสี่ทวีป ครอบครัวเลือดบริสุทธิ์ ซึ่งได้รับข่าวสารถี่ถ้วน จากหนังสือพิมพ์ผู้วิเศษเกี่ยวกับกิจกรรมของพวกเลือดบริสุทธิ์และสเกาเรอร์ มักไม่ไปที่อเมริกา นั่นหมายถึง จำนวนร้อยละที่สูงกว่าของพ่อมดแม่มดที่เกิดจากพวกโน-เมจ ในโลกใหม่มากกว่าที่อื่น ในขณะที่พวกพ่อมดแม่มดที่มักแต่งงาน และพบกับครอบครัวที่มีเวทมนตร์ทั้งหมดด้วยตนเอง ความสมบูรณ์แบบของเลือดบริสุทธิ์ ที่เป็นส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์เวทมนตร์ยุโรปจึงมีให้ค้นพบน้อยกว่าในอเมริกา

บางทีผลกระทบที่ยิ่งใหญ่สุดของซาเล็มอาจเป็นการก่อตั้ง สภาเวทมนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1693 ก่อนการก่อตั้งของพวกโน-เมจทั่วประเทศ พวกพ่อมดแม่มดอเมริกันทุกคนรู้จักกันในชื่อย่อ มาคูซ่า นับเป็นครั้งแรกที่ชุมชนผู้วิเศษอเมริกาเหนือมาร่วมกันเพื่อสร้างกฎหมายให้กับตนเอง ในการก่อตั้งโลกผู้วิเศษขึ้นในโลกของโน-เมจเหมือนกับที่มีอยู่ในเกือบทุกประเทศ งานชิ้นแรกของ มาคูซ่า คือการพิจารณาคดีพวกสเกาเรอร์ ที่ทรยศต่อพวกเดียวกัน พวกที่กระทำอาชญากรรม การลักพาตัวผู้วิเศษ ทรมานและการกระทำที่โหดร้ายทารุณ ต้องถูกตัดสินโทษจากคดีเหล่านั้น

พวกสเกาเรอร์ที่โด่งดังหลายคนหลบหนีการตัดสิน โดยใช้หลักประกันระดับชาติหลังการถูกจับ พวกเขาหายตัวไปสู่ชุมชนโน-เมจอย่างถาวร บางคนแต่งงานกับพวกโน-เมจ และตั้งครอบครัวที่มีลูก ซึ่งมีเวทมนตร์ได้รับการช่วยเหลือให้เป็นพวกไร้เวทมนตร์ เพื่อเป็นการปกปิดตัวตนสเกาเรอร์ พวกสเกาเรอร์ที่อาฆาตแค้น ที่ถูกขับออกจากกลุ่มตนเองสั่งสอนทายาทว่า การใช้เวทมนตร์นั้นผิดจริง และความเชื่อที่ว่าพ่อมดแม่มดต้องถูกกำจัดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม นอกจากนี้ ธีโอฟิลัส แอ็บบ็อต นักประวัติศาสตร์ผู้วิเศษชาวอเมริกัน ได้พบว่าหลายครอบครัว ซึ่งต่างเชื่อในเรื่องเวทมนตร์อย่างมาก และเกลียดชังอย่างยิ่งยวด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ความเชื่อเรื่องต่อต้านเวทมนตร์และกิจกรรมของพวกทายาทครอบครัวสเกาเรอร์ ที่พวกโน-เมจอเมริกาเหนือ มักถูกหลอกให้เชื่อได้ยากกว่าประชากรในที่อื่น เรื่องของเวทมนตร์ ซึ่งนำไปสู่ผลสะท้อนกลับที่ลึกล้ำในแบบที่ชุมชุนผู้วิเศษอเมริกันถูกปกครองอยู่



ผู้วิเศษในอเมริกา ช่วงทศวรรษ 1920

พวกผู้วิเศษในอเมริกามีส่วนร่วมในสงครามโลกในปี ค.ศ. 1914-1918 ถึงแม้ว่าผู้เข้าร่วมรบส่วนใหญ่ที่เป็นโน-เมจ จะทำเป็นไม่รับรู้การมีส่วนช่วยเหลือนั้น เนื่องจากมีการใช้เวทมนตร์จากทั้งสองฝั่ง ความพยายามของพวกเขาไม่ชัดเจน แต่พวกเขามีชัยหลายครั้งในการปกป้องการสูญเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น และในการเอาชนะข้าศึกที่มีเวทมนตร์ ความพยายามร่วมกันที่จะไม่ช่วยเหลือ นำไปสู่การยอมอ่อนข้อของ มาคูซ่า ในการคบหากันของโน-เมจและผู้วิเศษ และ กฎหมายแรพพาพอร์ต ยังคงถูกใช้อย่างเข้มข้น ในช่วงปี ค.ศ. 1920 ชุมชนผู้วิเศษสหรัฐ คุ้นเคยกับการอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านความลับที่มากกว่าพวกในยุโรป และการคัดเลือกเพื่อนอย่างรัดกุม จากภายในตำแหน่งของพวกเขาเอง

ความทรงจำเรื่องการละเมิดความลับอันเลวร้ายของดอร์คัส ทเวฟทรีส์ ทำให้เกิดศัพท์ใหม่ของเวทมนตร์ การทำตัวเป็น "ดอร์คัส" คือคำสแลงของพวกที่โง่หรือไร้สมอง มาคูซ่ายังคงวางบทลงโทษรุนแรง สำหรับพวกที่ละเมิดบทบัญญัตินานาชาติเกี่ยวกับความลับพ่อมดแม่มด มาคูซ่ายังไม่ยอมรับปรากฎการณ์เวทมนตร์อย่างพวกผี วิญญาณหลอน และสัตว์มหัศจรรย์ มากเท่ากับพวกในยุโรป เพราะความเสี่ยงที่สัตว์ร้ายและวิญญาณเหล่านั้นอาจ ชักนำให้พวกโน-เมจรับรู้ถึงการมีเวทมนตร์

หลังจากการกบฎครั้งใหญ่ที่แซสควอทช์ในปี ค.ศ. 1892 อ่านรายละเอียดได้จากหนังสือชื่อดังของออร์ทิซ โอ'ฟลาเฮอร์ตี้ชื่อ "ที่มั่นสุดท้ายของบิ๊กฟุต" สำนักงานใหญ่ของมาคูซ่า ถูกย้ายเป็นครั้งที่ห้า ในประวัติศาสตร์ของมัน จากวอชิงตันไปยังนิวยอร์ค ซึ่งตั้งอยู่ที่นั่นตลอดช่วงปี ค.ศ. 1920 ประธานของมาคูซ่า ตลอดทศวรรษนั้นคือมาดามเซราฟิน่า พิกเคอรี แม่มดชื่อดังเปี่ยมพรสวรรค์ จากซาวันนาห์ ในช่วงปี ค.ศ. 1920 โรงเรียนพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์อิลเวอร์เมอร์นีเฟื่องฟู เป็นเวลามากกว่าสองศตวรรษ และได้ถูกกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาด้านเวทมนตร์ ที่ยิ่งใหญ่สุดแห่งหนึ่งในโลก ในการสอนหลักสูตรพื้นฐาน พ่อมดและแม่มดทุกคนเชี่ยวชาญการใช้ไม้กายสิทธิ์

กฎหมายที่ถูกบังคับใช้ตอนปลายศตวรรษที่สิบเก้าหมายถึง สมาชิกทุกคนของชุมชนผู้วิเศษในอเมริกาจะต้องมี "ใบอนุญาตพกไม้กายสิทธิ์" ข้อบังคับที่ตั้งใจเพื่อบันทึกการใช้เวทมนตร์และรู้ตัวเจ้าของไม้กายสิทธิ์ ต่างจากอังกฤษ ที่ซึ่งโอลลิแวนเดอร์สไม่มีคู่แข่ง ในทวีปอเมริกา มีช่างทำไม้กายสิทธิ์ฝีมือดีถึงสี่คน

ชิโคบา วูล์ฟ ซึ่งมีเชื้อสายของชอคทอว์ มีชื่อเสียงครั้งแรกจากไม้กายสิทธิ์แกะลายงดงาม ที่บรรจุขนหางของนกธันเดอร์เบิร์ด (ธันเดอร์เบิร์ดเป็นนกวิเศษของอเมริกาที่มีความใกล้ชิดกับนกฟีนิกส์) ไม้กายสิทธิ์ของวูลฟ์มักจะทรงพลังมาก แม้จะยากในการควบคุม พวกมันได้รับรางวัลจากทรานส์ฟิกเกอเรอร์

โจฮานเนส จองเคอร์ พ่อมดที่เกิดจากมักเกิ้ล พ่อโน-เมจของเขาเป็นนักสร้างกระท่อมชื่อดัง เขากลายมาเป็นช่างทำไม้กายสิทธิ์ที่โด่งดังด้วยตัวเอง ไม้ของเขาเป็นที่ตามหาและทุกคนรู้ได้ทันทีเมื่อพบเห็น เพราะไม้เหล่านั้นจะถูกฝังด้วยไข่มุก หลังการทดลองใช้แกนหลายชนิด วัตถุวิเศษที่จองเกอร์ชอบใช้คือขนแมวแวมปัส

ธีอาโก ควินทานา สร้างความประทับใจให้โลกเวทมนตร์ เมื่อไม้กายสิทธิ์บอบบางและยาวเป็นพิเศษของเขาเข้าสู่ตลาด แต่ละอันบรรจุเส้นสันหลังโปร่งแสงของปีศาจร้ายไวท์ริเวอร์แห่งอาร์คันซอ และเปล่งคาถาที่ทรงพลังและงดงาม ความกลัวที่จะเกิดการจับปีศาจร้ายจำนวนมาก จางหายไปเมื่อถูกพิสูจน์แล้วว่าควินทาน่าเท่านั้นที่รู้ความลับ ในการล่อลวงพวกมัน ความลับที่เขาเก็บงำไว้อย่างเหนียวแน่นจนวันตาย ซึ่งทำให้จบสิ้นการผลิตไม้กายสิทธิ์ ที่บรรจุเส้นสันหลังปีศาจร้ายไวท์ริเวอร์

วิโอเลตตา โบเวส์ ช่างทำไม้กายสิทธ์ชื่อดังแห่งนิวออร์ลีนส์ ไม่ยอมเปิดเผยความลับอยู่นานหลายปี ถึงแกนของไม้กายสิทธิ์เธอ ซึ่งมักทำจากไม้เมย์ฮอว์จากบึงน้ำ ในที่สุดได้มีการค้นพบว่ามันบรรจุขนของรูการู ปีศาจร้ายหัวเป็นสุนัขที่อยู่ในบึงแถบหลุยเซียน่า มีการพูดกันบ่อยครั้งว่าไม้ของโบเวส์มีมนตร์ดำอย่างพวกแวมไพร์และเลือด แต่วีรบุรุษผู้วิเศษอเมริกันหลายคนในช่วง ค.ศ. 1920 จะเข้าร่วมสู้ในสงครามพร้อมกับไม้ของโบเวส์เท่านั้น ประธานพิกเคอรีเองก็มีอยู่หนึ่งอันด้วยเช่นกัน

ต่างจากชุมชนโน-เมจในช่วงปี ค.ศ. 1920 มาคูซ่าอนุญาตให้พ่อมดแม่มดสามารถดื่มเหล้าได้ นักวิจารณ์กฎหลายคนบอกว่า ข้อนี้ทำให้พวกพ่อมดแม่มดกลายเป็นที่จับตาในเมืองที่เต็มไปด้วยพวกโน-เมจตาแหลมคม อย่างไรก็ดีในช่วงเวลาอารมณ์ดีที่หายากของเธอ ประธานพิกเคอรีได้กล่าวว่าการเป็นผู้วิเศษในอเมริกานั้นเป็นเรื่องที่ยากพออยู่แล้ว สำหรับ "น้ำคิกคัก" เธอชอบหยอกกับผู้อำนวยการของเธอว่า "เป็นเรื่องที่ต่อรองกันไม่ได้"



ข้อมูล Pottermore

รวบรวมโดย ฮอกวอตส์ไทย (http://hogwartsthai.com)
หากนำข้อมูลนี้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อมูลนี้ไปเผยแพร่ กรุณาให้เครดิตฮอกวอตส์ไทยด้วย
Go to the top of the page
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic

 



RSS Lo-Fi ; ประหยัดแบนวิธ,โหลดเร็ว เวลาในขณะนี้: 24th November 2017 - 10:00 PM