IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )


 
Reply to this topicStart new topic
> ควิดดิชในยุคต่างๆ บทที่ 4-6
12 Grimmauld Pla...
โพสต์ Jan 24 2009, 11:33 AM
โพสต์ #1




อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์
*****



กลุ่ม : จนท.กระทรวงเวทมนตร์
โพสต์ : 975
เข้าร่วม : 13-August 08
หมายเลขสมาชิก : 14
สายเลือด : เลือดบริสุทธิ์
เหรียญตรา:

หีบสัมภาระ

ไม้กายสิทธิ์
ไม้: -- | ยาว: --
แกนกลาง: --
ความยืดหยุ่น: --

สัตว์เลี้ยง











==================================================


บทที่ 4 - 6





บทที่ 4 ลูกสนิชสีทองปรากฏโฉม


นับแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 เรื่อยมา การล่านกสนิดเจ็ต (ปัจจุบันเป็นนกที่ได้รับการคุ้มครอง) เป็นกีฬาที่นิยมมมากในหมู่พ่อมดแม่มด เนื่องจากนกสนิดเจ็ตมีขนาดเล็กจิ๋ว ทั้งบินได้คล่องแคล่วว่องไวมาก และเก่งเป็นเยี่ยมเรื่องหลบหลีกสัตว์ที่ไล่ล่ามันเป็นอาหาร พ่อมดแม่มดที่จับนกนี้ได้จึงมีชื่อเสียงเป็นที่นับถือยิ่งนัก

การล่านกสนิดเจ็ตเป็นสิ่งที่น่าประณามในหลายกรณีด้วยกัน พ่อมดที่มีความคิดคนไหนก็ตามคงต้องสลดใจกับการอ้างกีฬามาทำลายนกตัวน้อยๆ ที่รักสงบเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นการล่านกสนิดเจ็ตซึ่งมักทำกันกลางแจ้งตอนกลางวัน ทำให้พวกมักเกิ้ลมีโอกาสเห็นไม้กวาดบินได้ยิ่งกว่าการไล่ล่าสัตว์อื่นๆ ทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม สภาพ่อมดแม่มดในสมัยนั้นไม่สามารถลดทอนความนิยมไล่ล่านกสนิดเจ็ตลงได้เลย และที่จริงดูเหมือนว่าสภาเองก็ไม่เห็นว่าการล่านี้จะผิดร้ายกาจตรงไหน

ในที่สุดการล่านกสนิดเจ็ตมาเกี่ยวโยงกับการเล่นควิดดิชเมื่อ ค.ศ.1269 ครั้งที่บาร์เบรียส แบรกกี้ ประธานของสภาพ่อมด มาร่วมชมการแข่งขันควิดดิชด้วย และนำนกสนิดเจ็ตซึ่งถูกขังอยู่ในกรงมาที่การแข่งขัน และประกาศแก่ผู้เล่นที่ชุมนุมกันในสนามว่า เขาจะให้เงินจำนวน 150 เกลเลียน เป็นรางวัลสำหรับผู้เล่นที่จับนกสนิดเจ็ตได้ระหว่างการแข่งขัน ซึ่งทำให้ผู้เล่นทั้งหมดต่างมุ่งที่จะไล่ล่านกสนิดเจ็ต ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายเป็นอันมาก

นับจากนั้นเป็นต้นมา นกสนิดเจ็ตสีทองก็ถูกปล่อยออกมาในการแข่งขันควิดดิชทุกครั้ง ผู้เล่นหนึ่งคนในแต่ละทีม (ฮันเตอร์) มีหน้าที่เดียวคือไล่จับนกให้ได้ เมื่อนกถูกฆ่าเกมก็ยุติ และทีมของฮันเตอร์ได้ 150 แต้มเพิ่มขึ้นมาเป็นพิเศษ (เพื่อระลึกถึงเงินจำนวน 150 เกลเลียน ที่ประธานแบรกกี้เคยสัญญาไว้) อย่างไรก็ตาม ประมาณกลางศตวรรษต่อมา นกสนิดเจ็ตสีทองลดจำนวนลงมาก จนกระทั่งสภาพ่อมดต้องประกาศให้เป็นสัตว์คุ้มครอง และห้ามทั้งฆ่าหรือใช้นกนี้ในเกมควิดดิชด้วย

ต้องยกความดีให้แก่พ่อมดชื่อโบมัน ไรต์ แห่งกอดดริกส์ฮอลโลว์ ในการประดิษฐ์ลูกสนิชสีทอง มาใช้ในกีฬาควิดดิชแทนนกสนิดเจ็ต ไรต์ซึ่งเป็นนักเสกเป่าโลหะที่ชำนาญ กลับมาตั้งเป้าหมายกับตนเองว่า เขาจะประดิษฐ์ลูกบอลที่เลียนแบบพฤติกรรมนกสนิดเจ็ตให้ได้ ไรต์เรียกประดิษฐกรรมของเขาว่า สนิชสีทอง มันเป็นลูกบอลขนาดเท่าลูกวอลนัต มีน้ำหนักเท่านกสนิดเจ็ตพอดิบพอดี ปีกเงินทั้งสองข้างมีข้อต่อที่หมุนได้รอบเหมือนนกสนิดเจ็ต ทำให้ลูกบอลนี้เปลี่ยนทิศทางได้รวดเร็วดังสายฟ้า ทั้งเที่ยงตรง แม่นยำ เหมือนนกต้นแบบจริงๆ อย่างไรก็ตาม ลูกบอลนี้ถูกลงคาถาให้คงอยู่ในขอบเขตของสนามเสมอ อาจกล่าวได้ว่า การนำสนิชสีทองเข้ามาใช้ ทำให้กระบวนการพัฒนากีฬาควิดดิชซึ่งเริ่มมาเมื่อ 300 ปีก่อนที่หนองน้ำเควียดิชสำเร็จเรียบร้อย และกีฬาควิดดิชได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างแท้จริงแล้ว



==================================================



บทที่ 5 การเตรียมตัวสกัดกั้นพวกมักเกิ้ล


ใน ค.ศ.1398 พ่อมดชื่อ แซกคาเรียส มัมส์ ได้ลงมือเขียนคำอธิบายที่สมบูรณ์เกี่ยวกับกีฬาควิดดิชเป็นครั้งแรก เขาเริ่มต้นโดยเน้นความจำเป็นที่ต้องมีการรักษาความปลอดภัยจากพวกมักเกิ้ล ระหว่างการแข่งขัน "เลือกบริเวณทุ่งในที่ราบสูงที่เปลี่ยวๆ ให้ไกลจากที่อยู่ของมักเกิ้ล และให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครเห็นเวลาที่บินขึ้นไปบนไม้กวาดแล้ว คาถาสกัดมักเกิ้ลมีประโยชน์ถ้าต้องการจัดตั้งสนามถาวร ขอแนะนำให้เล่นแต่ตอนกลางคืนด้วย"

เราพอสรุปได้ว่าคำแนะนำที่ดีเยี่ยมของมัมส์ไม่ได้มีคนทำตามเสมอไป เพราะเมื่อ ค.ศ.1362 สภาพ่อมดต้องประกาศว่าการแข่งขันควิดดิชใดๆ ในเขต 50 ไมล์รอบๆ เมืองนั้นผิดกฎหมาย เห็นได้ชัดว่ากีฬานี้เป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็ว เพราะพอถึง ค.ศ.1368 สภาฯ พบว่าจำเป็นต้องแก้ไขข้อห้ามนี้ และประกาศว่าการเล่นควิดดิชภายในเขต 100 ไมล์รอบเมืองนั้นผิดกฎหมาย ใน ค.ศ.1419 สภาฯ ได้ออกกฎหมายฉบับหนึ่งที่ขึ้นชื่อมากเรื่องการใช้คำได้เยี่ยมยอด กฎหมายนี้ระบุว่า ไม่ควรเล่นควิดดิช "ที่ไหนก็ตาม ที่อยู่ใกล้สถานที่ซึ่งแม้จะมีโอกาสเพียงน้อยนิดที่มักเกิ้ลคนหนึ่งอาจมองเห็นได้ หรือมิฉะนั้นเราจะได้เห็นกันว่าคุณจะเล่นได้เก่งเพียงใด เมื่อถูกล่ามโซ่โยงไว้กับกำแพงคุกใต้ดิน"

ดังเช่นที่พ่อมดวัยเรียนทุกคนรู้ดี ข้อเท็จจริงที่ว่าเราบินได้ด้วยไม้กวาด น่าจะเป็นความลับของพ่อมดแม่มดที่เก็บรักษาไว้ได้แย่ที่สุด ไม่มีรูปวาดแม่มดของพวกมักเกิ้ลรูปไหนจะถือว่าสมบูรณ์ถ้าปราศจากไม้กวาด และแม้ว่ารูปวาดนั้นจะน่าหัวเราะเยาะแค่ไหนก็ตาม (เพราะว่าไม่มีไม้กวาดอันไหนเลยที่พวกมักเกิ้ลวาดจะลอยนิ่งอยู่ในอากาศได้สัก 1 นาที) รูปเหล่านี้เตือนใจเราว่าพวกเรานั้นทำอะไรสะเพร่ามาหลายศตวรรษแล้ว ฉะนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจเลยที่ว่าไม้กวาดกับเวทมนตร์จะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงเกี่ยว
พันกัน จนแยกจากกันไม่ออกในความคิดของมักเกิ้ล

มาตรการการรักษาความปลอดภัยที่ดีพอ ไม่ได้บังคับใช้จนกระทั่งบทบัญญัตินานาชาติเกี่ยวกับความลับของพ่อมด ค.ศ.1692 ออกมากำหนดให้กระทรวงเวทมนตร์ทุกแห่งรับผิดชอบโดยตรงกับผลใดๆ ก็ตามที่เกิดจากการเล่นกีฬาเวทมนตร์ในอาณาเขตของตน กฎหมายนี้มีผลให้ในเกาะบริเตนมีการตั้งกองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์ขึ้น นับแต่นั้นมา ทีมควิดดิชทีมใดที่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวง จะถูกบังคับให้ยุบเลิกทีม ตัวอย่างที่รู้กันดีคือ ทีมแบนโชลี่ แบงเกอส์ ของสกอตแลนด์ ที่ไม่ใช่มีชื่อเสียงเลื่องลือแค่เรื่องเล่นควิดดิชไม่เอาไหนเลยเท่านั้น ยังขึ้นชื่อเสียงเรื่องการจัดงานปาร์ตี้หลังการแข่งขันอีกด้วย หลังจากแข่งขัน ค.ศ.1814 กับทีมแอปเปิ้ลบี้ แอร์โรว์สแล้ว (ดูบทที่ 7) พวกแบงเกอส์ไม่เพียงแต่ปล่อยให้ลูกบลัดเจอร์เหาะหนีไปในคืนนั้น พวกเขายังออกไล่ล่ามังกรพันธุ์เฮบริเดียนสีดำมาเป็นสัญลักษณ์นำโชคประจำทีมอีกด้วย ตัวแทนจากกระทรวงเวทมนตร์หลายคนไล่จับพวกเขาได้ขณะกำลังบินข้ามเมืองอิน เวอร์เนส และหลังจากนั้นทีมแบนโชลี่แบงเกอส์ก็ไม่เคยได้เล่นอีกเลย

ปัจจุบันนี้ ทีมควิดดิชไม่ได้เล่นในท้องถิ่นของตนเองอีกต่อไปแล้ว ทุกทีมต้องเดินทางไปเล่นตามสนามต่างๆ ที่กองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์กำหนดไว้ ที่นั่นจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยสกัดมักเกิ้ลไว้อย่างเหมาะสม ดังเช่นที่แซกคาเรียส มัมส์แนะนำไว้อย่างถูกต้องเมื่อ 600 ปีก่อนว่า สนามควิดดิชที่ปลอดภัยที่สุดเป็นทุ่งในที่ราบสูงที่อยู่ห่างไกล


==================================================



บทที่ 6 การเปลี่ยนแปลงในกีฬาควิดดิชตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14


สนาม

แซกคาเรียส มัมส์ บรรยายสภาพสนามในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ว่าเป็นรูปไข่ ยาว 500 ฟุต และกว้าง 180 ฟุต มีวงกลมเล็กๆ ตรงกลาง (เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ฟุต) มัมส์เล่าว่ากรรมการ (หรือที่เรียกกันในเวลานั้นว่าควีจัดจ์) ถือลูกบอล 4 ลูกในวงกลมตรงกลางนี้ โดยที่มีผู้เล่น 14 คนยืนอยู่รอบๆ ทันทีที่ลูกบอลถูกปล่อยลอยไป (กรรมการขว้างลูกควัฟเฟิล ดูเรื่อง "ควัฟเฟิล" ที่อยู่ถัดไป) ผู้เล่นจะแข่งกันบินขึ้นไปในอากาศ ในสมัยของมัมส์ ประตูนั้นยังคงเป็นตะกร้าใบใหญ่แขวนบนเสาสูง

เมื่อ ค.ศ.1620 ควินตัส อัมฟราวิลล์ เขียนหนังสือเรื่อง กีฬาชั้นสูงของผู้วิเศษ มีภาพแผนผังสนามในคริสต์ศตวรรษที่ 17 รวมอยู่ด้วย เราจะเห็นว่ามีการเพิ่มสิ่งที่เรารู้จักกันว่าเป็น "เขตทำคะแนน" (ดูเรื่อง "กติกา" ในตอนต่อไป) ตะกร้าที่บนยอดเสานั้นเล็กและอยู่สูงกว่าในสมัยของมัมส์

พอถึง ค.ศ.1883 เลิกใช้ตะกร้าในการทำคะแนน และเปลี่ยนมาใช้เสาประตูดังเช่นที่ใช้กันทุกวันนี้ มีรายงานเรื่องประดิษฐกรรมใหม่นี้ในหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ต สมัยนั้น สนามควิดดิชไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไปนับตั้งแต่นั้นมา

เอาตะกร้าของเราคืนมา !

นี่เป็นเสียงร้องที่ได้ยินจากแฟนๆ ควิดดิชทั่วประเทศเมื่อคืนวานนี้ เมื่อเป็นที่แน่ชัดแล้วว่ากองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์ ตัดสินให้เผาตะกร้าที่ใช้เป็นประตูเกมควิดดิชนับเป็นร้อยๆ ปีทิ้งไป

"เราไม่ได้เผาตะกร้าเสียหน่อย อย่าพูดให้มันเกินจริงไปสิ" ผู้แทนกองฯ ที่มีสีหน้าหงุดหงิดเอ่ยเมื่อคืนวานนี้ เมื่อเขาถูกขอร้องให้ออกความเห็น "ตะกร้าน่ะ ก็อย่างที่พวกคุณเห็น มีตั้งหลายขนาด เราเห็นว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้ตะกร้ามีขนาดเท่าๆ กัน เพื่อให้เสาประตูทั่วประเทศเท่าๆ กันด้วย พวกคุณก็น่าจะเห็นชัดๆ ว่าเป็นเรื่องของความยุติธรรมนะคุณ ผมหมายความว่า มีทีมหนึ่งที่อยู่ใกล้เมืองบาร์นตัน พวกเขามีตะกร้าใบเล็กกระจิ๋วแขวนไว้บนเสาทีมฝ่ายตรงข้าม ตะกร้าน่ะเล็กจนกระทั่งคุณโยนลูกองุ่นไม่ลง และที่บนเสาฝ่ายตัวเองก็แขวนตะกร้าหวายใหญ่เหมือนปากถ้ำแกว่งไปมา มันไม่ถูกต้องเลย เราจึงตกลงให้เป็นห่วงที่มีขนาดมาตรฐานกำหนดแน่นอน แล้วเป็นอันจบเรื่องทุกอย่าง คราวนี้ก็เรียบร้อยและยุติธรรม"

มาถึงตอนนี้ ผู้แทนของกองฯ ถูกแฟนควิดดิชที่ชุมนุมกันอยู่ในห้องประชุมขว้างตะกร้าใส่มากมายเหมือนลูกเห็บตก จึงต้องหลบฉากไปก่อน แม้ว่าการจลาจลที่เกิดตามมาจะถูกกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของพวกก๊อบลินนักก่อความวุ่นวาย แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแฟนควิดดิชทั่วเกาะบริเตนคืนนี้ ต่างก็เศร้าโศกเสียใจกับจุดจบของกีฬาที่เรารู้จัก

"มันม่ายเหมือนเดิมหรอก ไม่มีตะกร้าเนี่ย" พ่อมดแก่แก้มห้อยย้อยเหมือนลูกแอปเปิ้ลพูดยานคางอย่างเศร้าใจ "ตาจำได้ เมื่อตาเด็กๆ เราเผาตะกร้ากันระหว่างเกมให้ได้หัวร่อกันบ้าง แล้วจะทำอย่างนั้นกับประตูที่เป็นห่วงเหล็กไม่ได้หรอก เฮ้ออออ... หมดสนุกไปตั้งครึ่ง"

เดลี่พรอเฟ็ต, 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1883


ลูกบอล

ควัฟเฟิล

เรารู้จากบันทึกของเกอร์ตี้ เค็ดเดิล ว่าลูกควัฟเฟิลในยุคแรกนั้นทำจากหนัง ในบรรดาลูกบอลทั้ง 4 ลูกในเกมควิดดิช ควัฟเฟิลเป็นลูกบอลเดียวที่ไม่ได้ลงคาถาไว้ตั้งแต่ต้น เป็นเพียงลูกบอลที่ทำจากแผ่นหนังเย็บปะติดปะต่อกัน ส่วนมากมักมีสายหนังยื่นมาให้จับและขว้างได้ด้วยมือเดียว ลูกควัฟเฟิลสมัยโบราณมีรูให้สอดนิ้วเข้าไปได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพบคาถาเกาะติดใน ค.ศ.1875 สายหนังและรูนิ้วมือก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ในเมื่อเชสเซอร์สามารถใช้มือข้างเดียวก็จับลูกหนังที่ลงคาถาได้ โดยไม่ต้องมีเครื่องช่วยอื่นๆ

ควัฟเฟิลปัจจุบันมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว และไม่มีตะเข็บเลย ตอนแรกในการแข่งขันฤดูหนาวปี ค.ศ.1711 ลูกควัฟเฟิลมีสีแดง หลังจากที่ฝนตกหนักมาก ทำให้สีของควัฟเฟิลไม่ต่างจากสีโคลนในสนามทุกครั้งที่มันตกลงไป นอกจากนี้พวกเชสเซอร์ยังหงุดหงิดมากที่ต้องบินดิ่งลงไปยังพื้นสนามอยู่เรื่อยๆ เพื่อเก็บลูกควัฟเฟิลกลับมาทุกครั้งที่พวกเขารับลูกพลาด แม่มดชื่อ เดซี่ เพนนีโฟลด์ ก็เกิดความคิดเสกควัฟเฟิลว่า ถ้ามันตก ให้ค่อยๆ ตกลงไปที่พื้นเหมือนกับว่ามันกำลังจมลงไปในน้ำ หมายความว่าเชสเซอร์สามารถบินลงไปคว้าควัฟเฟิลที่ตกมาได้กลางอากาศ "ควัฟเฟิลเพนนีโฟลด์" ยังคงใช้กันอยู่จนทุกวันนี้



บลัดเจอร์

ในสมัยแรก อย่างที่เรารู้กัน บลัดเจอร์ (หรือบลัดเดอร์) คือก้อนหินบิน และในยุคของมัมส์ก็พัฒนาเป็นหินที่เกลาให้เป็นรูปลูกบอล อย่างไรก็ตาม บลัดเจอร์หินนี้มีข้อเสียที่สำคัญมากคือ มันแตกได้ถ้ามีบีตเตอร์ตีด้วยไม้ที่เพิ่มพลังเวทมนตร์ซึ่งประดิษฐ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถ้าเป็นเช่นนี้ ผู้เล่นทุกคนต่างก็ต้องถูกก้อนกรวดบินไล่ตามตลอดเกมการแข่งขัน

คงจะเป็นด้วยเหตุผลนี้เอง ต้นศตวรรษที่ 16 ทีมควิดดิชบางทีมจึงเริ่มทดลองใช้ลูกบลัดเจอร์ทำจากโลหะแทน อากาธา ชับบ์ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประดิษฐกรรมเวทมนตร์โบราณ พบลูกบลัดเจอร์ทำด้วยตะกั่วไม่น้อยกว่า 12 ลูก ที่มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ยุคนั้น โดยพบทั้งในหนองถ่านหินของไอร์แลนด์ และที่หนองน้ำในประเทศอังกฤษ เธอเขียนไว้ว่า "ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกนี้คือลูกบลัดเจอร์ มันไม่ใช่ลูกปืนใหญ่แน่นอน"

เราเห็นรอยบากจางๆ บนไม้ตีที่เพิ่มพลังด้วยเวทมนตร์ และเรายังเห็นร่องรอยที่เป็นเครื่องหมายบอกว่าผลิตโดยพ่อมดได้ชัดเจน (ตรงข้ามกับของที่ผลิตโดยมักเกิ้ล) คือ เส้นนั้นราบเรียบและมีสัดส่วนรับกันอย่างสมบูรณ์ ร่องรอยสุดท้ายคือลูกตะกั่วเหล่านี้ทุกลูกบินหวือรอบๆ ห้องทำงานของข้าพเจ้า และพยายามพุ่งชนข้าพเจ้าให้ล้มกระแทกพื้นทันทีที่ปล่อยมันออกมาจากกล่อง

ในที่สุดพบว่าตะกั่วนั้นก็ยังอ่อนเกินไปที่จะใช้ผลิตบลัดเจอร์ (รอยบุบเบี้ยวใดๆ ที่ปรากฏอยู่บนบลัดเจอร์มีผลกระทบต่อความสามารถในการบินให้ตรงของบลัดเจอร์) ปัจจุบันนี้บลัดเจอร์ทุกลูกทำด้วยเหล็ก มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 10 นิ้ว

บลัดเจอร์ถูกเสกให้ไล่ตามผู้เล่นโดยไม่แยกแยะ ถ้าปล่อยให้บลัดเจอร์เป็นไปตามธรรมชาติของมัน บลัดเจอร์จะบุกใส่ผู้เล่นที่อยู่ใกล้มันที่สุด ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของบีตเตอร์ ที่จะหวดไล่บลัดเจอร์ไปให้ไกลจากทีมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้


ลูกโกลเด้นสนิช

ลูกสนิชสีทองมีขนาดเท่าลูกวอลนัต เช่นเดียวกับนกสนิดเจ็ต ลูกสนิชสีทองถูกเสกให้หนีการไล่จับให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีเรื่องเล่ากันว่าลูกสนิชสีทองลูกหนึ่งหนีการไล่จับอยู่นานถึง 6 เดือนที่ทุ่งโบ๊ดมินมัวร์ใน ค.ศ.1884 ในที่สุดทั้ง 2 ทีมต่างยอมแพ้ เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับความไม่เอาไหนของซีกเกอร์ฝ่ายตน พ่อมดจากแคว้นคอร์นวอลที่คุ้นเคยกับบริเวณดังกล่าวยืนยันมาจนทุกวันนี้ว่า ลูกสนิชยังคงมีชีวิตอยู่ในทุ่งที่ราบสูงนั้น แต่ข้าพเจ้าเองไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าเรื่องนี้เป็นความจริง


ผู้เล่น

คีปเปอร์

ตำแหน่งคีปเปอร์มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 อย่างแน่นอน (ดูบทที่ 4) แม้ว่าหน้าที่จะเปลี่ยนไปจากสมัยนั้นก็ตาม ตามที่แซกคาเรียส มัมส์ เล่าไว้ คีปเปอร์...

...ควรเป็นคนแรกที่ไปถึงตะกร้าที่เสาประตู เพราะเป็นหน้าที่ของเขาที่จะป้องกันไม่ให้ลูกควัฟเฟิลเข้าไปในตะกร้า คีปเปอร์ควรระวังตัวไม่ให้บินเข้าไปทางปลายสนามอีกด้านเกินไป เพราะว่าตะกร้าของเขาอาจถูกอีกฝ่ายบุกทำแต้มได้ในช่วงที่เขาไม่อยู่ใกล้ อย่างไรก็ตาม คีปเปอร์ที่บินได้เร็วอาจสามารถทำคะแนนให้ทีมของตนได้ และยังสามารถบินกลับไปที่ตะกร้าได้ทันเวลาที่จะป้องกันทีมคู่ต่อสู้ ไม่ให้ทำแต้มเสมอได้ นี่เป็นเรื่องความรู้สึกรับผิดชอบส่วนตัวของคีปเปอร์แต่ละคน

จากข้อความข้างต้นนี้เห็นได้ชัดว่าในสมัยของมัมส์ คีปเปอร์ทำหน้าที่เหมือนเชสเซอร์ แต่มีความรับผิดชอบพิเศษเพิ่มเติม พวกเขาได้รับอนุญาตให้บินไปได้ทั่วสนามและทำคะแนนได้ด้วย

แต่เมื่อถึงสมัยที่ควินตัส อัมฟราวิลล์ เขียนเรื่อง กีฬาชั้นสูงของผู้วิเศษ เมื่อ ค.ศ.1620 หน้าที่ของคีปเปอร์ง่ายขึ้น มีการเพิ่มเขตทำคะแนนเข้ามาในสนาม และกำหนดให้คีปเปอร์อยู่ในบริเวณดังกล่าว คอยป้องกันตะกร้าของตน คีปเปอร์จะบินออกมาจากบริเวณนั้นได้ในกรณีที่ต้องการข่มขวัญเชสเซอร์ฝ่ายตรงข้าม หรือผลักดันให้เชสเซอร์บินหลบหลีกไปตั้งแต่เนิ่นๆ


บีตเตอร์

ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา หน้าที่ของบีตเตอร์เปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตำแหน่งของบีตเตอร์นี้น่าจะมีมาตั้งแต่เมื่อนำลูกบลัดเจอร์เข้ามาเล่นด้วย หน้าที่แรกของบีตเตอร์คือป้องกันสมาชิกจากลูกบลัดเจอร์ โดยมีไม้ตีเป็นเครื่องช่วย (ตอนแรกนั้นใช้กระบอง ให้ดู จดหมายของกู๊ดวิน นีน ในบทที่ 3) พวกบีตเตอร์ไม่เคยเป็นผู้ทำประตูเลย และไม่เคยมีหลักฐานบ่งบอกว่าพวกเขาเคยรับส่งลูกควัฟเฟิลด้วย

ผู้ที่เป็นบีตเตอร์นั้น ร่างกายต้องแข็งแรงมากเพื่อจัดการขับไล่ลูกบลัดเจอร์ให้ได้ อาจเป็นด้วยเหตุนี้ พวกพ่อมดจึงจับจองเล่นตำแหน่งนี้มากกว่าแม่มด และมากกว่าตำแหน่งอื่นๆ ในควิดดิช บีตเตอร์ยังต้องมีความสามารถเรื่องการเลี้ยงตัวอย่างดีเยี่ยมด้วย เพราะว่าหลายหนทีเดียวที่พวกเขาจำเป็นต้องปล่อยมือทั้งสองจากไม้กวาด เพื่อจะได้ฟาดลูกบลัดเจอร์ได้ด้วยท่าบุกสองมือ


เชสเซอร์

เชสเซอร์เป็นตำแหน่งที่เก่าแก่ที่สุดในกีฬาควิดดิช เพราะเกมนี้ครั้งหนึ่งมีแต่การเล่นทำคะแนนให้ได้ เชสเซอร์ขว้างควัฟเฟิลไปให้ผู้เล่นอื่นๆ ในทีมเดียวกัน และจะได้ 10 แต้มทุกครั้งที่ปาลูกควัฟเฟิลผ่านลงห่วงประตูห่วงใดห่วงหนึ่ง

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างเดียวในการเล่นของเชสเซอร์เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ.1884 หนึ่งปีหลังจากที่มีการใช้ห่วงประตูแทนตะกร้า กติกาใหม่ที่นำมาใช้กำหนดว่า เฉพาะเชสเซอร์ที่ถือลูกควัฟเฟิลเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าไปในเขตทำ คะแนน ถ้ามีเชสเซอร์มากไปกว่า 1 คนเข้าไปในเขตดังกล่าว ให้ถือว่าประตูที่ทำได้เป็นโมฆะไป กติกาข้อนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อยกเลิกกลยุทธ์การเล่นแบบ "สตูจิ้ง" (ดูเรื่อง "การเล่นผิดกติกา" ที่อยู่ต่อจากนี้) การเล่นแบบนี้เชสเซอร์ 2 คนจะเข้าไปในเขตทำคะแนนและช่วยกันกระแทกคีปเปอร์ ให้กระเด็นออกไป ทิ้งให้บริเวณห่วงทำคะแนนนั้นว่างไม่มีคนรักษา เป็นโอกาสให้เชสเซอร์คนที่ 3 ทำแต้มได้ หนังสือพิมพ์ เดลี่พรอเฟ็ต ที่ออกช่วงนั้นรายงานปฏิกิริยาต่อต้านกติกาใหม่นี้

เชสเซอร์ของเราไม่ได้โกง !

คืนวานนี้แฟนควิดดิชมีอาการตกตะลึงมึนงงไปทั่วเกาะบริเตน เมื่อกองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์ประกาศว่า การเล่นแบบ "สตูจิ้ง" นั้นผิดกติกา

"การเล่นแบบสตูจิ้งเพิ่มขึ้นทุกที" ผู้แทนของกองฯ ที่ดูอ่อนเพลียแถลงเมื่อคืนวาน "เรารู้สึกว่ากติกาใหม่นี้ จะช่วยลดการบาดเจ็บร้ายแรงของคีปเปอร์ที่เราเห็นอยู่เรื่อยๆ นี้เสียที ตั้งแต่นี้ต่อไปเชสเซอร์คนเดียวจะพยายามเอาชนะคีปเปอร์ แทนที่จะเป็นเชสเซอร์สามคนรุมคีปเปอร์คนเดียวอย่างแต่ก่อน ต่อไปนี้ทุกอย่างจะสะอาดขึ้นและยุติธรรมขึ้นด้วย"

ถึงตอนนี้ผู้แทนของกองฯ ก็ต้องล่าถอยเพราะฝูงชนที่โกรธจัดเริ่มกระหน่ำปาลูกควัฟเฟิลเข้าใส่ ฝูงชนขู่ว่าพวกเขาจะจัดการ "สตูจิ้ง" รัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์เองด้วย แต่พ่อมดจากกองบังคับใช้กฎหมายเวทมนตร์มาถึงและขับไล่ฝูงชนเล่านี้ให้แตกกระเจิงไป

พ่อมดอายุ 6 ขวบ หน้าตกกระ ผละออกไปจากห้องประชุม น้ำตานองหน้า

"ผมรักสตูจิ้ง" พ่อหนูสะอื้นบอกกับเดลี่พรอเฟ็ต "ผมกับพ่อชอบดูคีปเปอร์แบนแต๊ดแต๋ ผมไม่อยากไปดูควิดดิชอีกแล้ว"

เดลี่พรอเฟ็ต, 22 มิถุนายน ค.ศ.1884


ซีกเกอร์

ปกติแล้วซีกเกอร์เป็นผู้เล่นที่ตัวเบาที่สุด และบินได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ซีกเกอร์ยังต้องมีตาที่ไว และสามารถบินได้โดยจับไม้กวาดด้วยมือเดียวหรือไม่จับเลย ตำแหน่งซีกเกอร์มีความสำคัญมากต่อผลการแข่งขันทั้งหมด เพราะบ่อยครั้งที่การจับสนิชได้ช่วยเปลี่ยนสภาพความพ่ายแพ้มาเป็นคว้าชัยชนะได้ ดังนั้นซีกเกอร์จึงเป็นเหยื่อที่ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามจ้องจับผิดกติกาด้วยมากที่สุด เมื่อดูกันจริงๆ แล้ว ขณะที่ตำแหน่งซีกเกอร์นี้มีเสน่ห์ดึงดูดใจมาก เพราะตามธรรมเนียมแล้ว พวกเขาเป็นพ่อมดที่บินเก่งที่สุดในสนาม แต่ซีกเกอร์ก็มักเป็นผู้เล่นที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่สุดด้วย "จัดการซีกเกอร์" เป็นกฎข้อแรกในหนังสือเรื่อง คัมภีร์ของบีตเตอร์ โดย บรูตัส สคริมเจียร์


กติกา

กติกาต่อไปนี้ เป็นกฎที่กองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์กำหนดไว้ เมื่อมีการก่อตั้งกองขึ้นใน ค.ศ.1750
  1. แม้ว่าจะไม่มีการจำกัดระดับความสูง ที่ผู้เล่นจะสามารถบินขึ้นไปบนท้องฟ้าในระหว่างการแข่งขัน แต่ผู้เล่นไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ต้องไม่บินเลยออกไปนอกเส้นกำหนดเขตสนาม ถ้าผู้เล่นบินข้ามเส้นเขตสนามไป ทีมของผู้เล่นคนนั้นต้องยกลูกควัฟเฟิลให้ทีมฝ่ายตรงข้าม
  2. กัปตันทีมสามารถขอ "เวลานอก" ได้โดยทำสัญญาณบอกกรรมการ นี่เป็นช่วงเวลาเดียวในระหว่างการแข่งขันที่อนุญาตให้เท้าของผู้เล่นแตะพื้นสนามได้ เวลานอกอาจยืดให้นานถึง 2 ชั่วโมง ถ้าการแข่งขันนั้นเล่นกันมานานกว่า 12 ชั่วโมงแล้ว ถ้าทีมใดไม่กลับมาที่สนามภายใน 2 ชั่วโมง ให้ตัดสิทธิ์ทีมนั้นทันที
  3. กรรมการสามารถลงโทษทีมผู้เล่นได้ เชสเซอร์ที่ได้ลูกโทษจะบินจากวงกลมตรงกลาง ไปยังเขตทำคะแนน ผู้เล่นทั้งหมดยกเว้นคีปเปอร์ของทีมฝ่ายตรงข้าม ต้องอยู่ข้างหลังระหว่างที่มีการขว้างลูกโทษ
  4. สามารถแย่งลูกควัฟเฟิลจากมือของผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งได้ แต่ห้ามผู้เล่นแตะต้องร่างกายไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดของผู้เล่นอีกฝ่าย ไม่ว่าในกรณีใดๆ
  5. ในกรณีที่ผู้เล่นบาดเจ็บ ไม่ให้มีผู้เล่นสำรองมาแทน ทีมต้องเล่นต่อไปโดยไม่มีผู้เล่นที่บาดเจ็บนั้น
  6. สามารถนำไม้กายสิทธิ์ติดตัวเข้าไปในสนามได้ แต่ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม ห้ามใช้ไม้กายสิทธิ์กับผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม ห้ามใช้กับไม้กวาดของอีกฝ่าย และห้ามใช้กับกรรมการ ลูกบอล และคนดูด้วย
  7. เกมควิดดิชจะยุติได้ต่อเมื่อจับลูกสนิชสีทองได้ หรือด้วยความยินยอมพร้อมใจของกัปตันทีมทั้ง 2 ฝ่าย

การทำผิดกติกา

แน่นอนกฎทั้งหลายก็ "มีไว้ให้ละเมิด" รายการการทำผิดกติกา 700 ข้ออยู่ในบันทึกของกองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์ การทำผิดกติกาทั้งหมดเป็นที่รู้กันว่า เกิดขึ้นในการเล่นชิงชนะเลิศควิดดิชเวิลด์คัพครั้งแรก เมื่อ
ค.ศ.1473 อย่างไรก็ตาม รายการที่เต็มรูปแบบของการทำผิดกติกานี้ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณชนพ่อมดแม่มดเลย กองควบคุมฯ มีทัศนะว่า พ่อมดแม่มดที่ได้เห็นรายการนี้ "อาจเกิดความคิดที่จะนำไปใช้" ข้าพเจ้าโชคดีที่มีโอกาสเห็นเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกติกานี้ ระหว่างที่ค้นคว้าเตรียมเขียนหนังสือเล่มนี้ และข้าพเจ้าสามารถยืนยันได้ว่า การจัดพิมพ์เผยแพร่รายการดังหล่าวไม่มีผลดีอะไรต่อสังคมเลย นอกจากนี้ ร้อยละ 90 ของการทำผิดกติกานั้น จะทำไม่ได้เลยตราบเท่าที่ยังบังคับใช้กฎหมายห้ามใช้ไม้กายสิทธิ์กับทีมคู่ต่อสู้ (การห้ามนี้ออกเป็นกฎหมายเมื่อ ค.ศ.1538) ส่วนอีกร้อยละ 10 ที่เหลือนั้น ข้าพเจ้าบอกได้ว่าคงไม่เกิดขึ้นแม้กับผู้เล่นที่เล่นสกปรกที่สุด ยกตัวอย่างเช่น "จุดไฟเผาปลายไม้กวาดของฝ่ายตรงข้าม" หรือ "ฟาดไม้กวาดฝ่ายตรงข้ามด้วยกระบอง" หรือ "โจมตีคู่ต่อสู้ด้วยขวาน" แต่ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่าผู้เล่นเกมควิดดิชปัจจุบันจะไม่เคยทำผิดกฎ ต่อไปนี้คือรายการการทำผิดกติกาที่พบเสมอๆ 10 ข้อ แถวแรกเป็นชื่ออย่างเป็นทางการ


การทำผิด ผู้ทำผิด ลักษณะของการทำผิด
  1. แบลกกิ้ง (Blagging) : ผู้เล่นทุกคน : คว้าปลายไม้กวาดของฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้บินได้ช้า หรือขัดขวางการเล่น
  2. แบลทชิ่ง (Blatching) : ผู้เล่นทุกคน : ตั้งใจบินไปชนอีกฝ่ายหนึ่ง
  3. เบลิร์ตติ้ง (Blurting) : ผู้เล่นทุกคน : ใช้ไม้กวาดงัดไม้กวาดฝ่ายตรงข้าม ดันให้กระเด็นออกไปนอกทาง
  4. บัมฟิ่ง (Bumphing) : เฉพาะบีตเตอร์ : หวดบลัดเจอร์ไปทางคนดู ทำให้ต้องหยุดการแข่งขันชั่วขณะ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องรีบไปดูแลปกป้องผู้ชมข้างสนาม บางทีผู้เล่นที่ไร้มารยาทใช้วิธีนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เชสเซอร์ฝ่ายตรงข้ามทำแต้มได้
  5. ค้อบบิ้ง (Cobbing) : ผู้เล่นทุกคน : การใช้ข้อศอกอย่างรุนแรงเกินไปกับฝ่ายตรงข้าม
  6. แฟล้กกิ้ง (Flacking) : เฉพาะคีปเปอร์ : ยื่นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายผ่านห่วงประตูเข้าไป เพื่อกระแทกลูควัฟเฟิลออกจากห่วง คีปเปอร์มีหน้าที่ป้องกันห่วงประตูจากด้านหน้า ไม่ใช่จากด้านหลัง
  7. แฮเวอร์แซกกิ้ง (Haversacking) : เฉพาะเชสเซอร์ : จับลูกควัฟเฟิลเข้าประตู (ต้องโยนควัฟเฟิลทำแต้ม)
  8. ควัฟเฟิลพอกกิ้ง (Quafflepocking) : เฉพาะเชสเซอร์ : ทำตุกติกกับลูกควัฟเฟิล เช่น เจาะควัฟเฟิลให้เป็นรู จะได้หล่นลงพื้นเร็วขึ้น หรือทำให้ร่วงซิกแซกไปมา
  9. สนิชนิป (Snitchnip) : ผู้เล่นทุกคนยกเว้นซีกเกอร์ : ผู้เล่นคนอื่นๆ แตะหรือจับลูกสนิชสีทอง
  10. สตูจิ้ง (Stooging) : เฉพาะเชสเซอร์ : เชสเซอร์มากกว่า 1 คนเข้าไปในเขตทำคะแนน


กรรมการ

การเป็นกรรมการในการแข่งขันควิดดิชนั้น แต่เดิมเป็นหน้าที่สำหรับพ่อมดแม่มดที่กล้าหาญที่สุดเท่านั้น แซกคาเรียส มัมส์เล่าว่า กรรมการจากนอร์ฟอร์กคนหนึ่งชื่อ ไซเปรียน ยูเดิล ตายในการแข่งขันฉันมิตรระหว่างพ่อมดแม่มดในบริเวณนั้นเมื่อ ค.ศ.1357 โดยไม่สามารถจับคนที่เป็นต้นตอสาปแช่งเขาได้ แต่เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในหมู่คนดู แม้จะไม่มีการฆาตกรรมกรรมการที่พิสูจน์ได้อีกตั้งแต่นั้นมา แต่ก็มีเหตุการณ์ทำตุกติกกับไม้กวาดของกรรมการนับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายๆ ศตวรรษที่ผ่านมานี้ ที่อันตรายมากที่สุดคือการเปลี่ยนไม้กวาดของกรรมการให้เป็นกุญแจนำทาง เพื่อให้เขาหรือเธอถูกพาตัวออกไปจากการแข่งขันทั้งๆ ที่เพิ่งแข่งไปได้ครึ่งเดียว และต้องไปโผล่ในทะเลทรายซาฮาราอีกหลายเดือนหลังจากนั้น กองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์ ได้ออกระเบียบที่เคร่งครัดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับไม้กวาดของผู้เล่น โชคดีที่ปัจจุบันนี้เหตุการณ์ร้ายทำนองนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นแล้ว

กรรมการควิดดิชที่มีประสิทธิภาพต้องเป็นยิ่งกว่าพ่อมดที่บินช่ำชอง เขาหรือเธอต้องคอยดูกระบวนท่าเล่นพลิกแพลงของผู้เล่นทั้ง 14 คนพร้อมๆ กัน และผลก็คือกรรมการจะได้รับบาดเจ็บด้วยอาการคอเคล็ดอยู่เป็นประจำ ในการแข่งขันระหว่างทีมอาชีพ กรรมการจะมีผู้ช่วย คือเจ้าหน้าที่ซึ่งยืนอยู่รอบเส้นเขตสนาม เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะคอยดูไม่ให้ผู้เล่นคนใด หรือลูกบอลลูกใดล้ำออกมานอกเส้น

ในเกาะบริเตน กองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์เป็นผู้คัดเลือกกรรมการควิดดิช กรรมการต้องผ่านการทดสอบการบินที่เข้มงวดมาก และต้องผ่านการสอบข้อเขียนละเอียดยิบเรื่องกติกาควิดดิชต่างๆ นอกจากนั้นยังต้องผ่านการทดสอบอีกมากมายหลายชุด เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาจะไม่เสกคาถาใส่ผู้เล่นที่ก้าวร้าว แม้ว่าจะอยู่ภายใต้ความกดดันรุนแรงมากเพียงใดก็ตาม

==================================================



ข้อมูลจาก หนังสือควิชดิชในยุคต่างๆ (Quidditch Through the Ages)
รวบรวมโดย ฮอกวอตส์ไทย (http://hogwartsthai.com)





คุณ Madam Pince ได้แก้ไขข้อความนี้ ครั้งล่าสุดเมื่อ Oct 5 2017, 12:09 PM



--------------------


.................................................................

( っ '3')づ .·´¯`·.¸¸.·´¯`·.¸¸.ஐ
( っ '3')づ .·´¯`·.¸¸.·´¯`·.¸¸.ஐ
( っ '3')づ .·´¯`·.¸¸.·´¯`·.¸¸.ஐ
( っ '3')づ .·´¯`·.¸¸.·´¯`·.¸¸.ஐ
( っ '3')づ .·´¯`·.¸¸.·´¯`·.¸¸.ஐ
( っ '3')づ .·´¯`·.¸¸.·´¯`·.¸¸.ஐ
( っ '3')づ .·´¯`·.¸¸.·´¯`·.¸¸.ஐ

I will stand by you forever, HogThai

Go to the top of the page
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic

 



RSS Lo-Fi ; ประหยัดแบนวิธ,โหลดเร็ว เวลาในขณะนี้: 27th June 2019 - 01:12 PM